<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/07/2020 17:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศร่วมสนับสนุน &#039;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน  พ.ศ...&#039; เป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง-ลดความเหลื่อล้ำในสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left: 72pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left: 72pt;&quot;&gt;(กองทุนสวัสดิการฯ ตำาบลทับมา จ.ระยอง มอบสิ่งของเยี่ยมผู้สูงอายุ)&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(&amp;lsquo;แก้ว สังข์ชู&amp;rsquo; (ที่ 4 จากซ้าย) และคณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายยื่นร่าง พ.ร.บ.ต่อเลขาธิการรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left: 72pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศร่วมสนับสนุน &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo; โดยการเข้าชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน&amp;nbsp; เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการดำเนินกิจการของกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงในชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม&amp;nbsp; !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เส้นทาง 15 ปีของสวัสดิการภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ประชาชนคนธรรมดา&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ไม่มีสวัสดิการสังคมรองรับเหมือนกับข้าราชการ&amp;nbsp; พนักงานรัฐวิสาหกิจ&amp;nbsp; หรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป&amp;nbsp; พวกเขาจึงรวมตัวช่วยเหลือกันเองในรูปแบบต่างๆ เช่น&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต&amp;nbsp; สัจจะสะสมทรัพย์&amp;nbsp; กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน&amp;nbsp; ธนาคารหมู่บ้าน&amp;nbsp; ธนาคารชุมชน&amp;nbsp; กองทุนปุ๋ย&amp;nbsp; กลุ่มอาชีพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยบริหารและจัดการกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ที่เป็นสมาชิกจะต้องฝากเงินเข้ากลุ่มหรือถือหุ้น&amp;nbsp; แล้วนำเงินนั้นมาให้สมาชิกกู้ยืมไปใช้ในยามจำเป็น&amp;nbsp; หรือใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพ&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&amp;nbsp; ผลกำไรหรือดอกเบี้ยที่ได้รับก็จะนำกลับมาปันผลหรือช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ช่วยเหลือยามเจ็บป่วย&amp;nbsp; ให้ทุนการศึกษาบุตรหลาน&amp;nbsp; ช่วยคนพิการ&amp;nbsp; คนยากไร้ในชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกลุ่มการเงินและกลุ่มอาชีพต่างๆ&amp;nbsp; ที่จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันเองของคนในชุมชน&amp;nbsp; ในปี 2548&amp;nbsp; ชุมชนต่างๆ จึงเริ่มมีการจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rsquo; ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ&amp;nbsp; โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; ร่วมกับเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล/เทศบาล&amp;nbsp; นำร่องในพื้นที่ 99 ตำบลทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติ&amp;nbsp; ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;ให้อย่างมีคุณค่า&amp;nbsp; รับอย่างมีศักดิ์ศรี&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนวันละ 1 บาท&amp;nbsp; หรือเดือนละ 30 บาท&amp;nbsp; หรือปีละ 365 บาท (ตามความสะดวกและเหมาะสม)&amp;nbsp; หลังจากนั้นสมาชิกจึงจะมีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนตามระเบียบที่กำหนดเอาไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ช่วยเหลือในยามคลอดบุตร (500-1,000 บาท) เจ็บป่วย (100 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน) เสียชีวิต (3,000-10,000 บาท)&amp;nbsp; ทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดูแลสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุรักษ์ป่าชุมชน&amp;nbsp; สร้างแหล่งอาหารตามธรรมชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์&amp;nbsp; ส่งเสริมสุขภาพอนามัย&amp;nbsp; ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp; จัดอบรมให้ความรู้ต่างๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกองทุนฯ ร่วมสมทบเงินเพื่อส่งเสริมกิจกรรม&amp;nbsp; หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนถ้าพูดในหลักของธรรมะ &amp;nbsp;คือเป็น &amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่สมาชิกทุกคนร่วมกันบริจาค&amp;nbsp; หรือสมทบเงินเข้ามาเพื่อเป็นกองบุญ &amp;nbsp;โดยรวมตัวกันคนละบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นเงินเอาไว้ดูแลสมาชิกเมื่อเวลาทุกข์ยากลำบาก &amp;nbsp;หรือคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนก็ยังช่วยเหลือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และไม่ใช่เป็นเงินออมหรือเงินฝาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่เป็นเงินที่ทุกคนทำบุญร่วมกัน &amp;nbsp;และการทำบุญครั้งนี้เป็นการทำบุญเพื่อคุณภาพชีวิตของพวกเขาเอง&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีหลักการบริหารโดยคนในชุมชนเป็นหลัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติขยายความ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เริ่มก่อตั้งในปี 2548 &amp;nbsp;ปัจจุบัน (กรกฎาคม 2563) มีอายุย่างเข้า 15 ปี&amp;nbsp; โดยมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล/เทศบาลทั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 6,027 กองทุน&amp;nbsp; มีสมาชิกรวม 5,807,860 คน&amp;nbsp; มีเงินกอง ทุนรวมกันกว่า 16,000 ล้านบาท&amp;nbsp; (ร้อยละ 66 เป็นเงินที่มาจากการสมทบของสมาชิก&amp;nbsp; ส่วนที่เหลือเป็นเงินสมทบจากรัฐบาล&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องช่วยถิ่น&amp;nbsp; เงินบริจาค&amp;nbsp; ฯลฯ)&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้วกว่า 2 ล้านคน&amp;nbsp; รวมเป็นเงินกว่า 2,100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่ช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนก็เหมือนกับ &amp;lsquo;กองบุญ&amp;rsquo; ที่ &amp;lsquo;แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู&amp;rsquo; &amp;nbsp;กล่าวเอาไว้&amp;nbsp; เพราะสมาชิกทุกคนเอาเงินมากองรวมกันไว้&amp;nbsp; เพียงแค่วันละ 1 บาท&amp;nbsp; หากมีสมาชิก 100 คน จะเป็นเงินวันละ 100 บาท&amp;nbsp; เดือนละ 3,000 บาท&amp;nbsp; ปีละ 36,000 บาท&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; นานวันเข้าก็เป็นเงินแสน&amp;nbsp; เงินล้าน&amp;nbsp; เมื่อรัฐบาลสมทบเงินเข้ากองทุนในอัตรา 1 ต่อ 1 &amp;nbsp;รวมทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และภาคเอกชน&amp;nbsp; ห้างร้าน&amp;nbsp; ร่วมสมทบเงินเข้ากองบุญก็ยิ่งทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; เติบโต&amp;nbsp; ช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างทั่วถึง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังเช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo; อ.ท่าตูม&amp;nbsp; จ.สุรินทร์&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นมาได้ในเดือนพฤษภาคม 2550&amp;nbsp; มีสมาชิกเริ่มต้น 192 คน&amp;nbsp; มาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 19 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 10 คน) มีเงินกองทุนเริ่มแรกไม่กี่พันบาท&amp;nbsp; ผ่านไป&amp;nbsp; 13 ปี&amp;nbsp; (มิถุนายน 2563) กองทุนมีเงินสะสมกว่า 21 ล้านบาท...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พัชรี&amp;nbsp; บุญมี&amp;nbsp; ประธานกองทุนฯ&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; กองทุนฯ จะให้สมาชิกสมทบเงินเข้ากองทุนฯ เป็นรายเดือนหรือรายปีตามสะดวก&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เดือนละ 30-31 บาท (ตามจำนวนวันในแต่ละเดือน)&amp;nbsp; รายปีๆ ละ 365 บาท&amp;nbsp; นำเงินกองทุนมาช่วยเหลือสวัสดิการให้สมาชิก 15 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คลอดบุตร 500 บาท&amp;nbsp; แม่นอนโรงพยาบาลคืนละ 300 บาท&amp;nbsp; เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลคืนละ 100 บาท&amp;nbsp; ปีหนึ่งไม่เกิน 10 คืน&amp;nbsp; เสียชีวิตช่วยตั้งแต่ 2,500-15,000 บาท &amp;nbsp;(เป็นสมาชิกตั้งแต่ 6 เดือน -11 ปี)&amp;nbsp; ทุนการศึกษาเด็ก&amp;nbsp; งานศพ-งานบวชปลอดเหล้า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เบิกจ่ายสวัสดิการทุกวันที่ 5 ของเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากจำนวนสมาชิกเริ่มแรก 192 คนในปี 2550&amp;nbsp; ด้วยการทำงานของคณะกรรมการทั้ง 19 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็น อสม.ที่เข้าถึงและใกล้ชิดกับชาวบ้านอยู่แล้ว&amp;nbsp; เพราะ อสม.จะให้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; ประกอบกับคณะกรรมการมีความซื่อสัตย์&amp;nbsp; ทำงานด้วยความเสียสละ&amp;nbsp; จึงทำให้ชาวบ้านในตำบลให้ความเชื่อถือ&amp;nbsp; สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; โดยในปี 2551 สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 845 คน&amp;nbsp; ปี 2552 เพิ่มเป็น 1,312 คน&amp;nbsp; ปี 2553 เพิ่มเป็น&amp;nbsp; 3,663 คน&amp;nbsp; และเพิ่มขึ้นทุกปีๆ&amp;nbsp; จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; มีสมาชิกจำนวน 5,195 คน&amp;nbsp; คิดเป็นร้อยละ 71.73 ของประชากรทั้งตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กองทุนฯ ของเรามีระบบการบริหารจัดการที่ดี&amp;nbsp; มีความโปร่งใส&amp;nbsp; มีคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ รวมทั้งหมด 34 &amp;nbsp;คน&amp;nbsp; มาจากกรรมการในระดับหมู่บ้านและตำบล&amp;nbsp; กรรมการจะไม่ถือเงินสดไว้ในมือ&amp;nbsp; เพื่อป้องกันปัญหา&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีระบบตรวจสอบที่ดี&amp;nbsp; มีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ&amp;nbsp; และเชิญหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทศบาลมาเป็นกรรมการร่วมตรวจสอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลร่วมวางระบบเอกสาร&amp;nbsp; ระบบบัญชี&amp;nbsp; มีบัญชีรายรับ-จ่ายต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลการเงินได้&amp;nbsp; ทำให้กองทุนฯ ได้รับความเชื่อถือทั้งจากสมาชิกและหน่วยงานภายนอก&amp;rdquo; ประธานกองทุนฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เครือข่ายกองทุนสวัสดิการฯ ทั่วประเทศร่วมกันทำหน้ากากผ้าแจกจ่ายประชาชนกว่า 1 ล้านชิ้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันกองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;nbsp; มีเงินสะสมทั้งหมด 21&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; (เป็นเงินสมทบจากสมาชิก 14 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; รัฐบาลสมทบผ่าน พอช. 4.2 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เทศบาล 2.4 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ฯลฯ ) ช่วยเหลือสมาชิกไปแล้ว&amp;nbsp; 5,523&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; รวมเป็นเงิน&amp;nbsp; 8&amp;nbsp; ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ยอดเงินคงเหลือปัจจุบัน&amp;nbsp; 12 &amp;nbsp;ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากผลงานการบริหารกองทุนฯ ดังกล่าว&amp;nbsp; &amp;lsquo;กองทุนคุณธรรมสวัสดิการชุมชนตำบลเมืองแก&amp;rsquo;&amp;nbsp; จึงเป็น 1 ใน 8 กองทุนที่ได้รับรางวัล &amp;lsquo;ผู้สรรค์สร้างความมั่นคงของมนุษย์ระดับชาติ&amp;rsquo; ประจำปี 2563&amp;nbsp; (ด้านการบริหารจัดการกองทุนที่ดีและมีธรรมาภิบาล) ตามแนวคิดสวัสดิการสังคม &amp;lsquo;จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน&amp;rsquo; ของ ดร.ป๋วย&amp;nbsp; อึ๊งภากรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมขับเคลื่อน &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนจะเริ่มจัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2548 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชนรุ่นแรกๆ ที่ก่อตั้งมีอายุย่างเข้า 15 ปี&amp;nbsp; และมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลและเทศบาลแล้วกว่า 6,000 กองทุนทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการชุมชนต่างๆ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; ยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; รวมทั้งยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; บางกองทุนมีความเข้มแข็ง&amp;nbsp; เติบโตขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp; แต่หลายกองทุนยังขาดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; การบริหารจัดการยังไม่เป็นระบบ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ดังนั้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; แกนนำเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศจึงได้เริ่มขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้มี &amp;nbsp;&amp;lsquo;กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;rsquo;&amp;nbsp; ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แก้ว&amp;nbsp; สังข์ชู&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะประธานผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากเหตุผลดังกล่าว&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับชาติจึงได้ประชุมปรึกษาหารือร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;เช่นวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ &amp;nbsp;ป๋วย อึ๊งภากรณ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; โดยมีนักวิชาการด้านกฎหมายจากสถาบันพระปกเกล้าช่วยร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo;&amp;nbsp; และมีการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ. โดยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;รวมทั้งชี้แจงและสร้างความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; มีวัตถุประสงค์หลัก &amp;nbsp;2 ประการ&amp;nbsp; คือ วัตถุประสงค์แรก&amp;nbsp; เราจะยกระดับกองทุนขึ้นเป็นนิติบุคคล &amp;nbsp;เพื่อให้ทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ ได้&amp;nbsp; และเมื่อภาคเอกชนหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ&amp;nbsp; บริจาคหรือสมทบเงินช่วยเหลือกองทุนก็สามารถนำหลักฐานไปลดหย่อนภาษีได้ &amp;nbsp;วัตถุประสงค์ที่สอง &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; เพื่อรองรับความเสี่ยง &amp;nbsp;เพราะตอนนี้กองทุนสวัสดิการฯ เติบโตทั้งคน&amp;nbsp; ทั้งเงิน &amp;nbsp;บางกองทุนมีเงิน 5 &amp;nbsp;ล้านบางกองทุนมี&amp;nbsp; 10 ล้านบาท&amp;nbsp; มีสมาชิก 3-4 พันคน&amp;nbsp; ถ้ามีกฎหมายรองรับขึ้นมา&amp;nbsp; กฎหมายฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมระบบสวัสดิการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และไม่ใช่เป็นกฎหมายบังคับ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่จะส่งเสริมให้มีคนและองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; เข้ามาร่วมกันยกระดับ &amp;nbsp;เข้ามาด้วยความสมัครใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; กฎหมายเป็นแค่ &amp;lsquo;เครื่องมือ&amp;rsquo; เท่านั้น&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมให้กองทุนสวัสดิการชุมชนยกระดับขึ้นไปเป็นหลักใหญ่ของการพัฒนาคนในชุมชนท้องถิ่น&amp;rdquo; &amp;nbsp;ประธานผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายอธิบาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ปาลิน&amp;nbsp; ธำรงรัตนศิลป์&amp;nbsp; ผู้ประสานงานการเสนอร่าง พ.ร.บ.&amp;nbsp; กล่าวเสริมว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมากองทุนสวัสดิการชุมชนยังไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้ามาให้การสนับสนุน&amp;nbsp; นอกจากนี้เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนก็อาจจะไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนในชุมชน&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถเข้ามาสนับสนุนกิจการของกองทุนฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมที่เกื้อกูลกัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการในเชิงเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศและภาคีเครือข่ายจึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ประสานงานฯ กล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(คณะผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายยื่นร่าง พ.ร.บ.ต่อเลขาธิการรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2562)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนขั้นตอนการเสนอร่าง พ.ร.บ.นั้น&amp;nbsp; ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรสวัสดิการชุมชนได้เสนอเรื่องเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภาแล้ว&amp;nbsp; หลังจากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบหลักฐานและเอกสารต่างๆ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;และล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; สำนักงานเลขาธิการสภาฯ มีหนังสือแจ้งมายังผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายเพื่อให้ดำเนินการรวบรวมรายชื่อให้ครบ 10,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เครือข่ายองค์กรสวัสดิการชุมชนจะจัดอบรมแกนนำเครือข่ายทั่วประเทศประมาณ&amp;nbsp; 300 คนในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ &amp;nbsp;เพื่อกลับไปรณรงค์&amp;nbsp; ชี้แจง&amp;nbsp; และสร้างความเข้าใจให้สมาชิกกองทุนฯ ทุกจังหวัดที่มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า&amp;nbsp; 12,000-15,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; หลังจากนั้นจะรวบรวมรายชื่อ&amp;nbsp; พร้อมทั้งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสนอต่อประธานรัฐสภา&amp;nbsp; เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน&amp;nbsp; และเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป...!!&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:36.0pt&quot;&gt;เปิด &amp;lsquo;ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;nbsp; พ.ศ...&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;หลักการ :&amp;nbsp; ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผล :&amp;nbsp; โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔๓ (๔) กำหนดให้บุคคลและชุมชนมีสิทธิจัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชนรวมทั้งมีสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย &amp;nbsp;ขณะที่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนทั่วประเทศได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบลขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อดำเนิน การจัดสวัสดิการที่หลากหลายให้แก่สมาชิกโดยความสมัครใจ &amp;nbsp;เป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของชุมชน &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรากฐานของชุมชนเข้มแข็ง &amp;nbsp;ภายใต้หลักการ &amp;ldquo;ให้อย่างมีคุณค่า &amp;nbsp;รับอย่างมีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเพื่อให้การรับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ &amp;nbsp;และเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมให้มีความมั่นคงในชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;จึงควรมีกฎหมายส่งเสริมสนับสนุนและรองรับสถานภาพทางกฎหมายและการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนในการจัดระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด ๕ หมวด&amp;nbsp; ๔๓ &amp;nbsp;มาตรา&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสาระสำคัญ&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ &amp;ldquo;ระบบสวัสดิการของชุมชน&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;nbsp;รูปแบบหรือวิถีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในเรื่องสวัสดิการของชุมชนเพื่อให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของประชาชนในชุมชน &amp;nbsp;บนหลักการพึ่งตนเอง &amp;nbsp;การให้อย่างมีคุณค่า &amp;nbsp;รับอย่างมีศักดิ์ศรี &amp;nbsp;และความร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ชุมชน&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;nbsp;กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหนึ่ง &amp;nbsp;โดยมีผลประโยชน์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุน &amp;nbsp;หรือทำกิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมอันดีร่วมกัน &amp;nbsp;หรือดำเนินการอื่นอันเป็นประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก &amp;nbsp;มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีระบบบริหารจัดการและการแสดงเจตนาแทนกลุ่มได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;rdquo; หมายความว่า &amp;nbsp;กองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับท้องถิ่น &amp;nbsp;หรือกองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับเขตของกรุงเทพมหานคร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง &amp;nbsp;ระเบียบ &amp;nbsp;และประกาศ &amp;nbsp;เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๑๒ ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนแห่งชาติ &amp;nbsp;เรียกโดยย่อว่า &amp;ldquo;กสสช.&amp;rdquo; ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;(๒) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกของ (๕) และ (๖) เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง &amp;nbsp;(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง &amp;nbsp;(๔) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง &amp;nbsp;ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;(๕) ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชน จำนวนหกคนเป็นกรรมการ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๑๙ คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;(๑) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนแม่บทการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชนตามมาตรา ๒๑ (๑) &amp;nbsp;(๒) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการจัดระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๓ ) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีให้มีหรือแก้ไขกฎหมาย &amp;nbsp;ระเบียบ &amp;nbsp;ข้อบังคับ &amp;nbsp;หรือมติคณะรัฐมนตรีให้เอื้ออำนวยต่อการส่งเสริมสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๔) เสนอแนะมาตรการด้านการเงิน &amp;nbsp;การคลัง &amp;nbsp;การภาษีอากร &amp;nbsp;หรือด้านอื่น &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน ต่อคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๕) ประสานนโยบายและแผน &amp;nbsp;สร้างความร่วมมือกับส่วนราชการ &amp;nbsp;หน่วยงานของรัฐ &amp;nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๖) กำหนดมาตรการส่งเสริม &amp;nbsp;สนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาความเข้มแข็งของกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;(๗) วางระเบียบว่าด้วยการจัดสรรงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบาย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๒๒ ให้มีคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบสวัสดิการของชุมชนระดับจังหวัด &amp;nbsp;เรียกโดยย่อว่า &amp;ldquo;คสสจ.&amp;rdquo; ประกอบด้วย &amp;nbsp;(๑) ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ &amp;nbsp;(๒) ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่จังหวัดที่คัดเลือกกันเองจำนวนหนึ่งคนเป็นรองประธานกรรมการ &amp;nbsp;(๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ &amp;nbsp;พัฒนาการชุมชนจังหวัด &amp;nbsp;นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด &amp;nbsp;เกษตรจังหวัด &amp;nbsp;ผู้แทนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา ๒๙ ให้ คสสจ. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ &amp;nbsp;(๑) จัดทำแผนส่งเสริมการพัฒนาระบบสวัสดิการของชุมชน &amp;nbsp;แนวทางการส่งเสริมระบบสวัสดิการของในพื้นที่จังหวัดต่อคณะกรรมการและยุทธศาสตร์จังหวัด (๒) ส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้ง &amp;nbsp;การพัฒนา &amp;nbsp;การแก้ปัญหาและติดตามการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนในจังหวัด &amp;nbsp;(๓) ประสานให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามาส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนในจังหวัด (๔) พิจารณารับรองสถานภาพ และสั่งยุบเลิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กำหนด &amp;nbsp;(๕) พิจารณาจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ฟ้าหลังฝน&amp;rsquo; ที่บ้านมั่นคงตากสิน&amp;nbsp; จ.ตาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงสหกรณ์ตากสิน &amp;nbsp;จำกัด &amp;nbsp;ช่วงแรกที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลังของคนยากคนจนดูเหมือนจะเป็นความจริงได้ยากนัก&amp;nbsp; เพราะลำพังการหากินไปวันๆ&amp;nbsp; เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนในครอบครัวก็แทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บ&amp;nbsp; หลายครอบครัวจึงต้องเช่าบ้านคนอื่นอยู่&amp;nbsp; บ้างก็ปลูกสร้างในที่ดินเช่า&amp;nbsp; หรือที่ข้นแค้นก็ต้องบุกรุกที่ดินรกร้าง&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านด้วยเศษวัสดุต่างๆ ที่พอจะหาได้เพื่อกันแดด&amp;nbsp; กันฝน&amp;nbsp; แต่เมื่อมีหน่วยงานรัฐเข้ามาสานฝัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาจึงมีความหวังขึ้นมา...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับพี่น้องบ้านมั่นคงตากสิน&amp;nbsp; อำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดตาก&amp;nbsp; ที่รวมตัวกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จากเดิมที่พวกเขาไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องเช่าบ้านอยู่อาศัยมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; หรือปลูกสร้างบ้านในที่ดินบุกรุก&amp;nbsp; หลายครอบครัวต้องย้ายบ้านเป็นว่าเล่นเพราะถูกเจ้าของที่ดินขับไล่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในวันนี้พวกเขามีบ้านอยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องระเหเร่ร่อนไปไหน&amp;nbsp; แต่กว่าจะมีวันนี้ได้พวกเขาต้องต่อสู้กับอุปสรรคและปัญหานานา&amp;nbsp; หลายคนท้อถอยต้องถอนตัวออกไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมพลังคนจน&amp;nbsp; คนอยากมีบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;บริเวณอำเภอเมือง&amp;nbsp; จังหวัดตาก&amp;nbsp; มีชุมชนแออัดตั้งอยู่นับ 10 แห่ง&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ค้าขายเล็กๆ น้อย&amp;nbsp; เก็บขยะ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง&amp;nbsp; จึงต้องเช่าบ้านคนอื่นอยู่&amp;nbsp; หรือเช่าที่ดินปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; และมีจำนวนไม่น้อยที่บุกรุกที่ดินรกร้างว่างเปล่าของรัฐและเอกชนปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ราวปี 2540&amp;nbsp; แกนนำชุมชนรายหนึ่งที่เห็นความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนในเขตอำเภอเมือง&amp;nbsp; จึงได้รวบรวมชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยให้ผู้ที่สนใจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก&amp;nbsp; และต้องออมเงินเข้ากลุ่มอย่างน้อยเดือนละ 100-500 บาท&amp;nbsp; ใครมีมากก็ออมมาก&amp;nbsp; เพื่อเป็นกองทุนในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; โดยมีเงื่อนไขว่า&amp;nbsp; ใครที่ออมครบ 15,000&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทก็จะได้สร้างบ้านก่อน&amp;nbsp; มีชาวบ้านที่เดือดร้อนต้องการที่อยู่อาศัยสมัครเข้าเป็นสมาชิกประมาณ&amp;nbsp; 250 ราย (ครอบครัว)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประมาณปี 2543 &amp;nbsp;แกนนำและชาวชุมชนบางส่วนได้เข้ามาขอคำแนะนำการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ที่กรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยทาง พอช. แนะนำให้กลุ่มออมทรัพย์ที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้นมาจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; สามารถทำนิติกรรมสัญญา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เช่าหรือซื้อที่ดิน&amp;nbsp; หรือรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นแกนนำและชาวบ้านจึงกลับไปปรึกษาหารือกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากเพื่อเตรียมการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างก็ย่างเข้าสู่ปี 2549&amp;nbsp; และสามารถจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ได้ในปี 2550 ใช้ชื่อว่า &amp;lsquo;สหกรณ์เคหสถานตากสิน&amp;nbsp; จำกัด&amp;rsquo;&amp;nbsp; ในระหว่างนั้นชาวบ้านก็ยังออมเงินเข้ากลุ่มอยู่เรื่อยๆ&amp;nbsp; แต่ก็มีหลายครอบครัวถอนตัวออกไปเพราะไม่มั่นใจว่าจะได้สร้างบ้านหรือไม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ พอช.ได้เข้ามาทำงานร่วมกับแกนนำและชาวบ้าน&amp;nbsp; มีการจัดประชุม&amp;nbsp; พากันไปดูที่ดินแปลงต่างๆ&amp;nbsp; ทั้งของรัฐและเอกชน&amp;nbsp; จนได้ข้อสรุปว่า&amp;nbsp; ที่ดินเอกชนมีราคาแพง&amp;nbsp; ชาวบ้านมีรายได้น้อย&amp;nbsp; ควรจะเช่าที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์&amp;nbsp; เดิมเป็นสนามบินร้าง&amp;nbsp; เนื้อที่ 35 ไร่เศษ&amp;nbsp; ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำรึม&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ตาก&amp;nbsp; (ราคาตารางวาละ 75 สตางค์) เพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;ระยะเวลาเช่า (ช่วงแรก) 30 ปี &amp;nbsp;ประกอบกับในขณะนั้น&amp;nbsp; พอช.และกรมธนารักษ์มีข้อตกลงร่วมกันที่จะสนับสนุนให้ชุมชนที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยทั่วประเทศรวมกลุ่มกันเช่าที่ดินเพื่อจัดทำโครงการบ้านมั่นคงขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มรสุมพัดกระหน่ำ&amp;nbsp; แต่ชุมชนยังยืนแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อได้ที่ดินแล้ว&amp;nbsp; จึงมีการรวบรวมชาวบ้านที่เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบ้านเช่าและบุกรุกที่ดินจากชุมชนหนองหลวงและตำบลน้ำรึม&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 315 ครอบครัวมาจัดทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อและงบอุดหนุนการสร้างบ้านและสาธารณูปโภค&amp;nbsp; มีสถาปนิกจาก พอช.มาช่วยออกแบบบ้านให้ตรงกับความต้องการและความสามารถในการผ่อนของชาวบ้านแต่ละครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านเดี่ยวชั้นเดียวขนาด 6x6 ตารางเมตร&amp;nbsp; บ้านเดี่ยวใต้ถุนสูง ขนาด 6x8 ตารางเมตร&amp;nbsp; บ้านแถวสองชั้น&amp;nbsp; ขนาด 4x12 ตารางเมตร&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ราคาตั้งแต่ 125,000-185,000 บาท&amp;nbsp; สมาชิกผ่อนชำระเดือนละ (รวมเงินออมและค่าหุ้น) 1,157 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2552 จึงเริ่มจัดทำโครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; โดยจะก่อสร้างบ้านทั้งหมด 3 เฟส&amp;nbsp; รวม 315 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบประมาณทั้งหมด&amp;nbsp; 56 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; ในจำนวนนี้เป็นเงินออมจากชาวบ้านที่เป็นสมาชิกประมาณ&amp;nbsp; 5.6 ล้านบาท&amp;nbsp; สินเชื่อจาก พอช.ประมาณ 44 ล้านบาท&amp;nbsp; เงินอุดหนุน 5.6 ล้านบาท&amp;nbsp; เฟสแรกจะสร้างจำนวน 86 หลัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างบ้านในช่วงปลายปี&amp;nbsp; 2552&amp;nbsp; และกำหนดจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในเดือนมีนาคม 2554 &amp;nbsp;แต่สร้างบ้านเสร็จไปเพียง 80 หลัง &amp;nbsp;เกิดปัญหาด้านการบริหารเงินของประธานสหกรณ์ฯ &amp;nbsp;มีการนำเงินไปใช้ผิดประเภท &amp;nbsp;ผู้รับเหมางานก่อสร้างจึงทิ้งงาน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่ต่างตั้งความหวังจะมีบ้านเป็นของตัวเองกว่า 200 ครอบครัวต้องฝันค้าง&amp;nbsp; มีการรวมตัวกันไปร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตาก&amp;nbsp; เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงต้นปี 2554 &amp;nbsp;รวมทั้งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับประธานสหกรณ์ฯ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โชคชัย&amp;nbsp; รอดฉ่ำ&amp;nbsp; ประธานสหกรณ์ฯ คนปัจจุบัน&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; จากปัญหาดังกล่าวจึงมีการเปลี่ยนประธานสหกรณ์และคณะกรรมการหลายครั้ง&amp;nbsp; คณะกรรมการหลายคนท้อใจต้องลาออกไป&amp;nbsp; บางคนต้องหลั่งน้ำตาร้องไห้&amp;nbsp; เพราะเครียดจากปัญหาต่างๆ ที่โถมเข้ามา&amp;nbsp; ต้องถูกชาวบ้านด่า&amp;nbsp; และต้องแบกรับความหวังของชาวบ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ด้วยความตั้งใจไม่ย้อท้อของคณะกรรม การและชาวบ้านบางส่วน&amp;nbsp; จึงเริ่มมีกระบวนการฟื้นฟูสหกรณ์ตั้งแต่ปี 2555&amp;nbsp; โดยคณะกรรมการชุดใหม่ได้จัดประชุมชี้แจง&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจ&amp;nbsp; และสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านที่ยังสร้างบ้านไม่เสร็จกว่า 200 ครอบครัว&amp;nbsp; ไม่ยอมส่งเงินเข้าสหกรณ์&amp;nbsp; ทั้งเงินออม&amp;nbsp; เงินหุ้น&amp;nbsp; สหกรณ์จึงแทบจะไม่มีเงินในการบริหารงาน&amp;nbsp; เหมือนมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดกระหน่ำจนบ้านเรือนแทบจะพัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คณะกรรมการต้องเข้าไปคุยกับชาวบ้าน&amp;nbsp; ถามว่าพวกเรายังอยากจะได้บ้านไหม&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ตอบว่าอยากได้&amp;nbsp; ถ้าอยากได้&amp;nbsp; พวกเราจะต้องร่วมกันต่อสู้&amp;nbsp; ช่วยกันฟื้นฟูสหกรณ์ขึ้นมาใหม่&amp;nbsp; และต้องช่วยกันส่งเงินเข้าสหกรณ์ทุกเดือน&amp;nbsp; เพื่อให้สหกรณ์เดินหน้า&amp;nbsp; และสร้างบ้านต่อไปได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; โชคชัยเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; คณะกรรมการชุดใหม่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์&amp;nbsp; โปร่งใส&amp;nbsp; ให้ชาวบ้านตรวจสอบหรือดูเอกสารการเงินได้ว่ามีรายรับ&amp;nbsp; รายจ่ายอย่างไร&amp;nbsp; ถูกต้องหรือไม่&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตากมาช่วยให้คำแนะนำในเรื่องการจัดทำเอกสารการเงิน&amp;nbsp; บัญชีต่างๆ&amp;nbsp; รวมทั้งสำนักสินเชื่อ พอช.เข้ามาให้คำปรึกษาและสนับสนุนการฟื้นฟูสหกรณ์ฯ&amp;nbsp; เพื่อให้สหกรณ์เดินหน้าสร้างบ้านต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราใช้เวลากว่า 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; จากปี 2555 จนถึงปี 2558&amp;nbsp; จึงฟื้นฟูสหกรณ์ขึ้นมาได้&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังสร้างความรัก&amp;nbsp; ความสามัคคี&amp;nbsp; สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่&amp;nbsp; ด้วยการจัดกิจกรรมงานบุญ&amp;nbsp; งานประเพณีต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; งานบุญกลางบ้าน&amp;nbsp; แห่เทียน 9 วัด&amp;nbsp; รวมทั้งงานวันเด็ก&amp;nbsp; หรือใครเสียชีวิต&amp;nbsp; คณะกรรมการก็จะไปช่วย&amp;nbsp; ตอนแรกก็ควักเงินส่วนตัว&amp;nbsp; แต่ตอนหลังชาวบ้านเชื่อมั่น&amp;nbsp; เข้าใจก็ร่วมสมทบเงินทำบุญ&amp;rdquo;&amp;nbsp; โชคชัยเล่าถึงมรสุมที่พัดผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ฟ้าหลังฝน&amp;rsquo; ที่บ้านมั่นคงตากสิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะว่าไปแล้ว&amp;nbsp; ความหวังที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองของพี่น้องบ้านมั่นคงตากสิน&amp;nbsp; ในตอนแรกคงจะเหมือนกับพายุหรือมรสุมร้ายที่โหมกระหน่ำซัดใส่จนความหวังของพวกเขาแทบพังทลายลงไป&amp;nbsp; แต่เมื่อพวกเขาได้ร่วมใจกันต่อสู้&amp;nbsp; ยืนหยัด&amp;nbsp; ต้านทาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่าพายุฝนจนผ่านพ้นไป&amp;nbsp; ฟ้าหลังฝนจึงย่อมสดใสสวยงาม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในปี 2561 บ้านในฝันของชาวตากสินก็แล้วเสร็จ&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 329 หลัง&amp;nbsp; (เพิ่มจากเดิม 14 หลัง)&amp;nbsp; ทำให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; ไม่ต้องเช่าบ้านหรือบุกรุกที่ดินคนอื่นเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; เด็กๆ ก็มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; นอกจากนี้สหกรณ์ฯ ยังมีเงินออมและเงินหุ้นจากสมาชิกกว่า 2 ล้านบาท&amp;nbsp; และสามารถให้สมาชิกที่เดือดร้อนกู้ยืมไปหมุนเวียนประกอบอาชีพหรือใช้จ่ายยามจำเป็นได้สูงสุด 50,000 บาท&amp;nbsp; โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(&amp;lsquo;ลุงล้วน&amp;rsquo; &amp;nbsp;สมาชิกบ้านมั่นคงผู้พิการแต่ใจยังแกร่ง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;lsquo;ล้วน&amp;nbsp; พุกนันทา&amp;rsquo;&amp;nbsp; อายุ 57 ปี&amp;nbsp; สมาชิกสหกรณ์เคหสถานตากสินฯ&amp;nbsp; รุ่นแรกๆ&amp;nbsp; อาศัยอยู่กับลูกหลาน&amp;nbsp; 10 คนเป็นบ้านชั้นเดียวขนาด 6X8 ตารางเมตร&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตนเองมีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นคนงานของรีสอร์ทแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ชุมชน&amp;nbsp; เมื่อประมาณ 6 ปีก่อน&amp;nbsp; ขณะทำงานได้พลัดตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียของรีสอร์ท&amp;nbsp; จนถูกใบพัดของเครื่องตีน้ำตีกระดูกขาจนหัก&amp;nbsp; ต้องตัดขาทิ้ง 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้างและใส่ขาเทียม&amp;nbsp; และอีก 1 ข้างได้รับบาดเจ็บ&amp;nbsp; แต่ก็ยังพอทำงานรับจ้างได้&amp;nbsp; บางช่วงไม่มีงานก็ต้องค้างชำระค่าผ่อนบ้าน&amp;nbsp; ผ่อนประมาณเดือนละ 1,500 บาท&amp;nbsp; หากสหกรณ์มีงานหรือมีประชุมก็จะเข้าร่วมไม่ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนขาขาดก็รู้สึกใจหาย&amp;nbsp; แต่ไม่ท้อแท้&amp;nbsp; ยังมีกำลังใจ&amp;nbsp; เพราะยังมีครอบครัว&amp;nbsp; มีลูกหลานที่ต้องดูแลกันอยู่&amp;nbsp; ตอนนี้ก็อยากจะผ่อนบ้านให้หมดไวๆ จะได้ไม่มีภาระ&amp;nbsp; แต่ก็ดีใจที่มีบ้านเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ไม่ต้องเช่า&amp;nbsp; หรือบุกรุกที่ดินคนอื่น&amp;nbsp; ตอนนี้กำลังต่อเติมบ้านอีก 1 ห้อง&amp;nbsp; เพื่อลูกหลานจะได้อยู่กันสบาย&amp;nbsp; ไม่แออัด&amp;rdquo; ลุงล้วนกล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือเสี้ยวชีวิตส่วนหนึ่งของลุงล้วนที่พิการเพียงกาย&amp;nbsp; แต่ใจยังแข็งแกร่ง&amp;nbsp; พร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตต่อไป&amp;nbsp; เช่นเดียวกับสมาชิกบ้านมั่นคงตากสินที่ร่วมกันฝ่ามรสุม&amp;nbsp; จนมีบ้านใหม่ในวันนี้ !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวชุมชนริมแม่น้ำมูล จ.อุบลราชธานี ต่อเรือ-แพ &amp;nbsp;27 ลำเตรียมรับภัยน้ำท่วม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธิปไตย&amp;nbsp; ฉายบุญครอง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พิธีไหว้แม่ย่านางเรือและทดลองเดินเรือที่ต่อขึ้นมาของชาวชุมชนริมแม่น้ำมูล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูลซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำจากแม่น้ำสายหลักในภาคอีสาน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; แม่น้ำชี (มีต้นกำเนิดที่ชัยภูมิ)&amp;nbsp; และแม่น้ำมูลตอนบน (มีต้นกำเนิดที่นครราชสีมา)&amp;nbsp; ไหลมาบรรจบกันที่แม่น้ำมูล (ตอนล่าง) ที่บริเวณ อ.วารินชำราบ&amp;nbsp; และ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ อ.โขงเจียม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากปีใดมีพายุหรือมีปริมาณน้ำฝนมาก&amp;nbsp; แม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานีก็จะรองรับน้ำในปริมาณมากด้วย&amp;nbsp; ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำมูล&amp;nbsp; มีสิ่งก่อสร้าง&amp;nbsp; มีการตัดถนน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; กีดขวางทางเดินของน้ำ&amp;nbsp; จึงทำให้พื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำมูลเกิดปัญหาน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พายุโซนร้อน 2 ลูกที่พัดกระหน่ำภาคอีสานทำให้มวลน้ำจากจังหวัดต่างๆ ไหลลงสู่แม่น้ำมูลหนักกว่าที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทำให้มีบ้านเรือน ทรัพย์สิน&amp;nbsp; ไร่นา&amp;nbsp; และสัตว์เลี้ยงของประชาชนในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูลได้รับความเสียหายหนักใน&amp;nbsp; 4 อำเภอ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; อำเภอเมือง&amp;nbsp; วารินชำราบ&amp;nbsp; สว่างวีระวงศ์&amp;nbsp; และดอนมดแดง &amp;nbsp;ได้รับความเสียหายกว่า 4,000 ครอบครัว&amp;nbsp; มีผู้เดือดร้อนกว่า 10,000 คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปี 2549&amp;nbsp; ชุมชนแออัดในเขตอำเภอเมืองและวารินชำราบจำนวน 19&amp;nbsp; ชุมชนได้รวมตัวกันเป็น &amp;lsquo;เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี&amp;rsquo; (คปสม.) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม&amp;nbsp; ทำให้เครือข่ายฯ ตระหนักถึงปัญหาภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ &amp;nbsp;ในพื้นที่ริมฝั่งลำน้ำมูล&amp;nbsp; จึงมีการเตรียมพร้อมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดอบรมอาสาสมัครช่วยภัยน้ำท่วมในชุมชน&amp;nbsp; การสร้างที่พักชั่วคราว&amp;nbsp; สร้างโรงครัว&amp;nbsp; รวมทั้งต่อเรือเพื่อใช้อพยพในยามน้ำท่วม&amp;nbsp; จำนวน 4 ลำ&amp;nbsp; และได้นำมาใช้ในช่วงน้ำท่วมปี 2562 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ต่อเรือ-แพ 27 ลำเตรียมรับภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนงค์ &amp;nbsp;จิตนิรัตน์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) กล่าวว่า &amp;nbsp;การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานีที่ผ่านมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;หน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เน้นการเยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านภายหลังน้ำลด &amp;nbsp;แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านเรียนรู้วิธีการป้องกันและรับมือ &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนมูลนิธิชุมชนไทเข้ามาสนับสนุนให้ คปสม.นำภูมิปัญญาการต่อเรือของชุมชนท้องถิ่นมาสร้างเรือไว้รับมือเหตุการณ์น้ำท่วมที่ชุมชนคูสว่างและชุมชนหาดสวนสุข&amp;nbsp; อ.วารินชำราบ รวม &amp;nbsp;4 ลำ &amp;nbsp;เมื่อเกิดน้ำท่วมในปี 2562 &amp;nbsp;จึงนำเรือมาใช้อพยพผู้คนและทรัพย์สิน&amp;nbsp; ทำให้ช่วยลดความเสียหายลงได้มาก &amp;nbsp;แต่การช่วยเหลือทำได้ในวงจำกัด &amp;nbsp;เนื่องจากมีเรือจำนวนน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จึงคิดว่าหากชุมชนริมแม่น้ำที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมต่อเรือไว้ใช้ขนข้าวของเครื่องใช้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือมีแพใช้เก็บรักษาทรัพย์สิน 10 ครอบครัวต่อเรือ 1 ลำในทุกชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะช่วยลดผลกระทบได้เมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2562&amp;nbsp; คปสม.จึงประสานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำมูลได้ต่อเรือเอาไว้ใช้ในยามน้ำท่วม&amp;nbsp; เพราะที่มีอยู่ 4 ลำยังไม่เพียงพอ&amp;rdquo;&amp;nbsp; จำนงค์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ในการต่อเรือและแพตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; รวมทั้งเงินบริจาคจากประชาชน&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมเป็นเงินประมาณ&amp;nbsp; 900,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นจึงมีการฝึกอบรมการต่อเรือ&amp;nbsp; มีวิทยากรมาช่วยสอน&amp;nbsp; และนำภูมิปัญญาเรื่องการต่อเรือของชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพลำน้ำของแต่ละท้องที่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวจะต้องต่อหัวเรือให้สูงขึ้น &amp;nbsp;เพื่อให้เรือสู้กับกระแสน้ำเชี่ยว&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากพื้นที่ไหนที่ลำน้ำไม่ไหลเชี่ยวมากให้ลดส่วนหัวของเรือลง &amp;nbsp;เพื่อลดแรงปะทะของน้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้เรือแล่นได้เร็วขึ้นและรับปริมาณน้ำหนักบรรทุกสิ่งของได้มากขึ้นด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; ชาวชุมชนต่างๆ ริมแม่น้ำมูลได้ช่วยกันต่อแพเสร็จแล้ว 1 ลำ&amp;nbsp; เป็นแพโครงสร้างเหล็ก&amp;nbsp; ขนาดกว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 6 X 6 เมตร&amp;nbsp; ใช้ถังพลาสติคขนาด 200 ลิตรช่วยพยุงแพ&amp;nbsp; สามารถบรรทุกคนได้ครั้งละ 40 คน&amp;nbsp; และเรือติดเครื่องยนต์อีก 26 ลำ (ในจำนวนนี้ 6 ลำ&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติจากภาคใต้ช่วยกันสร้าง) &amp;nbsp;ขนาดกว้างยาวประมาณ&amp;nbsp; 1.40 X 6 เมตร&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นเหล็ก&amp;nbsp; หล่อด้วยเรซิ่น&amp;nbsp; บรรทุกคนได้ประมาณ 10 -15 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; จำนงค์บอกว่า&amp;nbsp; เรือและแพที่ต่อใหม่&amp;nbsp; รวมทั้งที่มีอยู่เดิมประมาณ 30 ลำคงจะไม่เพียงพอต่อการอพยพชาวบ้านได้ทันท่วงที&amp;nbsp; เพราะมีชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูลและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยประมาณ&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; หากจะให้เพียงพอจะต้องใช้เรืออีกประมาณ 300 ลำ&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องหาช่องทางมาสนับสนุนชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;ภูมิปัญญาจากชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สุรชัย ศรีวัฒนานนท์ ช่างชุมชนเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี&amp;nbsp; บอกว่า เดิมทีเดียวพวกเราเป็นช่างชุมชนอาสาในโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. &amp;nbsp;มีความรู้พื้นฐานด้านงานช่างมาบ้างแล้ว &amp;nbsp;หลังน้ำท่วมปี 2562 จึงไปฝึกต่อเรือที่ชุมชนหาดสวนสุข ซึ่งมีช่างต่อเรือในชุมชน &amp;nbsp;เรียนรู้และปฏิบัติจริงไปพร้อมๆ กัน &amp;nbsp;ใช้ทีมงาน 3-4 คนต่อเรือ 1 ลำ &amp;nbsp;ใช้เวลานานประมาณ 15 วันจึงแล้วเสร็จ&amp;nbsp; เพราะตัวเรือทำจากเรซิน&amp;nbsp; ต้องรอให้น้ำยาในแต่ละชั้นแห้งก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนการออกแบบและขนาดของเรือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละชุมชนว่าจะทำในรูปแบบใด &amp;nbsp;เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน &amp;nbsp;โดยให้แต่ละชุมชนต่อเรือเอง&amp;nbsp; ชุมชนละ 1 ลำ&amp;nbsp; รองรับน้ำหนักได้ประมาณ 500-600 กิโลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้งบประมาณลำละ 50,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และโดยปกติเรือทั่วไปจะไม่มีทุ่น &amp;nbsp;แต่เรือของเครือข่ายฯ ที่ชาวบ้านช่วยกันทำจะใส่ทุ่นบริเวณหัวและท้ายเรือเพื่อป้องกันเรือจมน้ำ&amp;nbsp; แม้ว่าเรือจะรั่วหรือเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เรือก็จะไม่จมน้ำ &amp;nbsp;ยังสามารถลอยน้ำได้&amp;nbsp; ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของชุมชน&amp;nbsp; และเป็นเรือลำแรกที่พวกเราสร้างขึ้นมา &amp;nbsp;เป็นประสบการณ์ใหม่ &amp;nbsp;ลำต่อไปจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ช่างต่อเรือชุมชนรายนี้บอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; เครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานีร่วมกับพี่น้องชาวชุมชนจัดพิธีเชิญแม่ย่านางลงสู่แม่น้ำมูล&amp;nbsp; โดยนำเรือ &amp;nbsp;26 ลำ และแพ 1 ลำ&amp;nbsp; มาทำพิธีที่ท่าน้ำชุมชนหาดสวนยา &amp;nbsp;อ.วารินชำราบ &amp;nbsp;เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;การไหว้แม่ย่านางเรือ&amp;rsquo; เป็นความเชื่อของชาวชุมชนริมแม่น้ำมูลว่า &amp;nbsp;เรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือประทับอยู่ &amp;nbsp;เมื่อชาวบ้านจะออกเรือทุกครั้งจะทำการเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ &amp;nbsp;เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสักการะ&amp;nbsp; ขอพรให้แม่ย่านางคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยต่างๆ&amp;nbsp; และมีโชคลาภในการทำมาหากิน&amp;nbsp; โดยเจ้าของเรือจะผูกด้ายขาว ด้ายแดง&amp;nbsp; และผ้าแดงไว้ที่หัวเรือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เสนอ&amp;nbsp; 10 แนวทางเตรียมรับมือภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศราวุธ เผ่าภูรี ผู้ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp; เรือและแพที่มีอยู่ในขณะนี้จะกระจายไปยังชุมชนต่างๆ &amp;nbsp;ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล&amp;nbsp; ในเขตอำเภอเมือง &amp;nbsp;วารินชำราบ &amp;nbsp;สว่างวีระวงศ์ &amp;nbsp;และดอนมดแดง &amp;nbsp;หากเกิดน้ำท่วมจะได้นำเรือออกมาใช้ได้ทันที&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเตรียมเรือ 2&amp;nbsp; ลำให้เป็นเรือกู้ภัย &amp;nbsp;ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย &amp;nbsp;หรือกรณีฉุกเฉินสามารถไปช่วยเหลือพื้นที่นำท่วมอื่นๆ ได้อีก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรือแต่ละลำจะมีอาสาสมัครประจำเรือ &amp;nbsp;5 คน &amp;nbsp;ดูแลความพร้อมเพื่อให้ใช้งานได้ตลอดเวลา &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีการฝึกซ้อมการขับเรือ &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความชำนาญ &amp;nbsp;มีกองทุนเรือในแต่ละชุมชนเพื่อเป็นค่าน้ำมันและดูแลรักษาเรือ&amp;nbsp; รวมทั้งมีการฝึกซ้อมแผนอพยพชาวบ้านด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ศราวุธบอก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศราวุธกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; จากประสบการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก&amp;nbsp; ชาวชุมชนและเครือข่ายฯ&amp;nbsp; จึงมีการระดมความคิดเห็น &amp;nbsp;และมีข้อเสนอแนวทางเพื่อลดความเสียหายจากภัยน้ำท่วมอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp; 1.ให้เร่งรัด เร่งด่วน&amp;nbsp; การจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามสิทธิ์ที่ชาวบ้านควรได้รับ&amp;nbsp; 2.ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย&amp;nbsp; สนับสนุนวัสดุ &amp;nbsp;อุปกรณ์ให้ชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การต่อเรือ &amp;nbsp;สร้างแพลอยน้ำ &amp;nbsp;หอเตือนภัย เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมาย&amp;nbsp; และมีนโยบายส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การจัดตั้งครัวกลาง &amp;nbsp;โดยให้ผู้ประสบภัยได้ดูแลกันเองได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม พร้อมสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;4.จัดให้มีศูนย์ภัยพิบัติชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย &amp;nbsp;การฝึกให้มีอาสาสมัครภัยพิบัติชุมชน &amp;nbsp;มีข้อมูลเสี่ยงภัย &amp;nbsp;มีอุปกรณ์ เครื่องมือในการลดความเสี่ยง &amp;nbsp;5.จัดศูนย์อพยพให้มีมาตรฐาน &amp;nbsp;มีที่พัก &amp;nbsp;ห้องน้ำ &amp;nbsp;โรงครัว และอยู่ใกล้ชุมชนเดิม&amp;nbsp; 6.ปรับปรุง &amp;nbsp;จัดการระบบเตือนภัยและระบบข้อมูลให้มีเอกภาพ &amp;nbsp;มีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว &amp;nbsp;และเข้าถึงชุมชนได้หลายช่องทาง &amp;nbsp;7.มีการจัดทำแผนชุมชนทุกมิติ &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงแผนภัยพิบัติเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;8.จัดให้มีการสื่อสาร &amp;nbsp;เชื่อมโยง &amp;nbsp;ขยายเครือข่าย &amp;nbsp;เพื่อการเตือนภัยในระดับชุมชนและระดับเครือข่าย &amp;nbsp;9.นำการจัดการองค์ความรู้มาใช้ในการเตือนภัย &amp;nbsp;10.เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดและระดับประเทศ&amp;nbsp; ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่&amp;nbsp; จำนงค์ &amp;nbsp;จิตนิรัตน์ &amp;nbsp;ผู้ประสานงาน คปสม. กล่าวทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp; เรือและแพที่ต่อใหม่&amp;nbsp; รวมทั้งที่มีอยู่เดิมประมาณ 30 ลำคงจะไม่เพียงพอต่อการอพยพชาวบ้านได้ทันท่วงที&amp;nbsp; เพราะมีชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูลและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยประมาณ&amp;nbsp; 40 ชุมชน&amp;nbsp; หากจะให้เพียงพอ (10 ครอบครัวต่อเรือ 1 ลำ) จะต้องใช้เรืออีกประมาณ 300 ลำ&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องหาช่องทางมาสนับสนุนชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างการนำประสบการณ์และบทเรียนจากปัญหาน้ำท่วมมาใช้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ &amp;nbsp;รวมทั้งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและระยะยาวของเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี &amp;nbsp;โดยชุมชนเป็นแกนหลัก&amp;nbsp; และมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุน&amp;nbsp; เพื่อจัดการภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน..!! &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70425</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำนงค์  จิตนิรัตน์, บ้านมั่นคงสหกรณ์ตากสิน  จำกัด, พอช., ล้วน  พุกนันทา, แก้ว  สังข์ชู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200703/image_big_5eff05b5bea51.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
